| Eakkasit's profileEakky : More than SpacesBlogNetwork | Help |
|
|
27 September เหตุผลเดียว... อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ให้กลับมาคิดวกวนทั้งคืนวุ่นวาย จู่ๆ ก็มีเรื่องเธอรบกวนหัวใจ...นี่มันหมายความว่าไง?
ความรักคืออะไร? ความรักเกิดขึ้นได้ยังไง?
บ้างก็ว่าแค่สบตากันปิ๊งๆ ก็เกิด บ้างก็ว่าเพราะความผูกพันที่ยาวนาน
แต่ไม่ว่ามันจะคืออะไร แต่ผมพบมันแล้ว! 14 September หยาดเพชรเปรียบ เธอ เพชรงามน้ำหนึ่ง หวาน ปานน้ำผึ้งเดือนห้า
หยาดเพชร เกล็ดแก้ว แววฟ้า ร่วงลงมา จากฟ้าหรือไร
หยาดมาแล้วอย่าช้ำโศก ปล่อยคนทั้งโลกร้องไห้
หยาดเพชร เกล็ดแก้ว ผ่องใส นั้นอยู่ไกลเกินผูกพัน
แม้ ยามเพชรหยาดจากฟ้า ร่วงลงมา ฟ้าคงไหวหวั่น
ดวงดาว ก็พลอยเศร้า โศกศัลย์ มิอาจกลั้น น้ำตา อาลัย
เอื้อม มือ คว้าหยาดเพชรแก้ว เผลอรักแล้ว จึงฝันใฝ่
หยาดเพชร หยาดละออง ผ่องใส แม้อยู่ใน ความมืดมน
.
.
.
ขอไร้สาระอีกรอบ บ่ายนี้มีสอบ แต่จิตใจไม่ค่อยจะพร้อม ...บางทีนึกๆ ก็อยากจะเศร้า แต่ชีวิตเรา ต้องก้าวต่อไป! 09 September เจ็บปวด2 ปีที่ผ่านไป ผมทำอะไรอยู่
.
.
.
ผมเฝ้ามองคนๆ นึง
และฝัน
.
.
ฝันว่าสักวันจะได้เจอ
.
เฝ้ารอสักวัน...จะต้องเจอ
.
.
.
ความฝันของผมเป็นจริง
เมื่อชายคนนึง ชื่อ "อาตุ๊" วางแผนจะพาวงเข้ามาในกรุงเทพ
.
.
.
.
ผมเฝ้านับวันถอยหลัง
.
.
.
อีกหนึ่งเดือน
.
.
อีก 15 วัน
.
.
.
.
ผมจะไปยังไงดี ในเมื่อผมไม่รู้จักใคร
.
.
.
ผมมองหาใครสักคนที่จะพาผมไปให้ใกล้ความฝันของผมที่สุด
.
.
ใครสักคน
.
.
.
เมื่อผมมีคนไปด้วยกันแล้ว ผมก็นั่งนับวันถอยหลังต่อไป
.
.
.
อีก 10 วัน
.
.
อีก 7 วัน
.
.
6
5
4
3
2
.
วันพรุ่งนี้แล้ว
.
.
.
ผมจะเข้าไปหายังไงดี ผมจะทำตัวยังไงดี
หัวใจผมมันเต้นแรง
.
.
ผมไม่ได้รู้จักเธอ
แต่วันนี้ เธอจะรู้จักผมด้วย
.
.
.
"นี่ พี่เอกกี้" คำแนะนำตัวให้ของอาตุ๊
"สวัสดีคับ" ช่างเป็นคำทักทายที่แสนธรรมดา
.
.
.
.
ผมแอบมองเธอทุกๆ วินาทีที่มีโอกาส
.
.
เธอช่างน่ารักจริงๆ
ขอบคุณที่ผมมีโอกาสได้พบเธอ
.
.
ความรู้สึกที่เหมือนรู้จักกันมานาน
.
.
.
ใช่สิ ผมรู้จักเธอมานาน...แต่เธอเพิ่งจะรู้จักกับผมเมื่อสิบนาทีที่แล้ว
ผมมาเพื่อพบเจอ
.
.
.
ผมถ่ายรูปไว้
เปรียบเสมือนโบนัสของผม
.
.
.
แต่ความฝันของผมคือผมได้เจอเธอแล้ว
.
.
"ไม่ใช่ละเมอ เราได้เจอกันแล้วจริงๆ"
บทเพลงขับขานอยู่ในหูผม
.
.
.
.
ผมยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้เจอเธออีก
.
.
.
ทุกอย่าง
ผมภาวนาให้ทุกอย่างเข้าข้างผม...ดลให้วงผ่านออดิชั่น
.
.
.
แล้วเราจะได้เจอกันอีกในวันงานจริง
.
.
.
ผมรอคำประกาศวงที่ผ่านออดิชั่น
ผมภาวนาให้ผ่าน
.
.
.
ผ่านด้วยเถิด
ผ่านสิ
ต้องผ่าน
.
.
ผมไม่รู้ว่าวงทำผลงานดีหรือไม่
ผมยังใหม่กับวงการนี้
.
.
.
ผมแค่อยากเจอเธออีก
.
.
.
"A-Neal"
เสียงชื่อวงดังลั่นในหูผม
นั่นเป็นเสียงประกาศวงที่ผ่านการออดิชั่น
.
.
.
.
ผ่านแล้ว!!
.
.
ผมจะได้เจอเธออีก
.
.
.
ผมจะได้เจอเธออีก
.
.
.
.
ขอบคุณจริงๆ
ปล. ยิ้มไว้นะ กีกี้~ 07 September เด็กควรมีพัฒนาการที่เหมาะสม เกือบหนึ่งเดือนผ่านไป เอกกี้ก็ได้กลับมาเขียน blog อีกครั้งครับ... ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่หายไป เอกกี้ไปทำวิจัย (ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เดินหน้าเท่าไหร่) เป็นงานร้อนครับ ก็เลยต้องทำไป แต่ตอนนี้เครื่องมือมีปัญหา ก็เลยยังทำอะไรไม่ได้ ขอเวลาพักคิดทางแก้สักสองวันแล้วกัน เอกกี้ก็เลยไม่ไปทำแลปมาสองวันแล้ว คือวันเสาร์และวันนี้นั่นเอง (มันได้พักนานตรงไหนฟะนี่)
เมื่อวานนี้ระหว่างพักผ่อน ก็ได้อ่านบล๊อกของ Poysianz เป็นคนที่รู้จักกันในเกม eco เขียนในหัวข้อ "เด็กควรมีพัฒนาการที่เหมาะสม" ฟังดูแล้วเหมือนจะมีสาระให้ความรู้พ่อแม่ หรือคู่มือเลี้ยงดูเด็กยังไงยังงั้น แต่จริงๆ แล้วเป็นการเขียนถึงความคิดของตัวเองตั้งแต่เป็นเด็กๆ ว่าเคยมีความคิดแบบไหนมาบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เลย วันนี้เลยมาลองเขียนให้อ่านเล่นกันบ้าง แล้วจะเข้าใจว่าทำไม เด็กๆ จึงควรมีพัฒนาการที่เหมาะสม
ตอนอนุบาล...เคยร้องไห้ตอนกินข้าวกลางวัน เพราะครูบังคับให้กินหมู (เดี๋ยวนี้เขี่ยผักทิ้งตลอด = =")
ตอนอนุบาล...ก่อนกลับบ้านจะมีเต้นๆ ร้องเพลง คุณครูร้องเพลงแล้วถามว่า "ม้าร้องยังไง" ...เอกกี้ตะโกนเสียงดังว่า "ฮี้ฮี้~" ด้วยความภูมิใจว่าตัวเองเป็นเด็กอัจฉริยะมาก
ตอนอนุบาล...ไม่ได้เรียนอนุบาล2 คือ เรียนอนุบาล1 แล้วขึ้นอนุบาล3 เลย จากที่เคยมาอยู่โรงเรียนเล่นปั้นดินน้ำมัน เล่นตัวต่อ ...ก็ต้องมานั่งเรียนบวกเลขในห้องเรียน
ตอนอนุบาล...เคยคิดว่าพ่อกะแม่ไม่รัก เลยเอาไปทิ้งไว้กับคุณครู
ตอนอนุบาล...เคยไม่ยอมไปเรียน แล้วแม่บอกว่า "คุณครูใช้กล้องส่องทางไกลดูอยู่นะ" เลยรีบแต่งตัวไปเรียน
ตอนอนุบาล...ตอนสอบเลขคณิตคิดในใจ เคยตะโกนคิดดังๆ "เอา 3 ไว้ในใจ ชูขึ้นมา 4 นิ้ว นับต่อจาก 3 ที่อยู่ในใจ สามแล้ว 4 5 6 7... ตอบเจ็ด" (เพื่อนทั้งห้องได้ยินแล้วเขียนคำตอบตามกันหมด) จนคุณครูลากออกจากห้อง ให้ไปนั่งรอที่ห้องอื่น แล้วต้องไปสอบคนเดียวตอนเย็นๆ
ตอนอนุบาล...อยากได้รองเท้านักเรียนใหม่ เพราะอยากได้หุ่นยนต์ที่มันแถมมากับรองเท้า
ตอนอนุบาล...เคยได้เต้นโชว์ในงานสมเด็จพระเจ้าตากสินที่โรงเรียน เต้นเพลงแมงมุมของคริสติน่าซะด้วย ภาคภูมิใจซะเหลือเกิน
ตอนป.1...ได้เรียนชั้นล่างของตึก ทำให้คิดว่าถ้าขึ้นป.2 จะได้เรียนชั้น2 ...ทุกวันไปโรงเรียนก็เลยพยายามมองหาชั้น 3 ชั้น 4 ว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะกลัวว่าพอขึ้นป.3 แล้วจะหาห้องเรียนไม่เจอ
ตอนป.1...ตอนสอบเขียนไทย ที่คุณครูพูดคำ แล้วให้เราเขียนสะกดให้ถูกต้องอ่ะ...เคยเขียนคำว่า "ธี่พัก" ครูให้ผิด ก็เลยไปเถียงครูว่าเวลาครูออกเสียงให้เขียนอ่ะ ครูออกเสียงเป็น ธ ธง นิ...ไม่ใช่ ท ทหาร
ตอนป.1...น้าเล่นกับน้องแล้วบอกว่าพี่เอกกี้เป็นหมาหัวเน่า ก็เลยวิ่งไปหาอาม่าให้ดูหัวให้ว่ามีอะไรติดอยู่ เพราะไม่เข้าใจว่าหมาหัวเน่าคืออะไร
ตอนป.1...หลังจากสงสัยว่าหมาหัวเน่าคืออะไร เลยแอบไปถามพ่อ พ่อบอกว่า "แปลว่า เด็กที่ไม่มีคนรักแล้วไง แบบลูกหมาที่แม่มันทิ้งนั่นแหละ" หลังจากนั้นเอกกี้ก็ซึมไปเป็นอาทิตย์ ไม่พูดไม่จากับใคร...แล้วก็เกลียดน้องมาก จนโดนแม่ตีแล้วถามว่าทำไมชอบแกล้งน้อง ถึงได้บอกไปว่า "ก็น้าบอกว่าผมเป็นหมาหัวเน่า" แล้วก็ร้องไห้หนีไปกอดอาม่า...สุดท้าย อาม่าเรียกให้น้ามาขอโทษ (สมน้ำหน้า จะพูดอะไรกับเด็กต้องระวังเหมือนกันนะ)
ตอน.ป2...คุณครูได้ออกรายการ "รักลูกให้ถูกทาง" แล้วมาบอกในห้องเรียนตอนเช้าว่าให้ดูรายการนั้นด้วย เอกกี้กลับบ้านบอกแม่ว่าต้องดูโทรทัศน์เพราะครูให้เป็นการบ้าน แล้วแม่เปลี่ยนช่อง เอกกี้เลยร้องไห้เพราะกลัวว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ครูถามแล้วจะตอบไม่ได้ (คิดว่าจะมีการบ้านอยู่ในโทรทัศน์)
ตอนป.2...การทำการบ้านวิชางานประดิษฐ์ คือการเก็บเอางานมาให้พ่อกะแม่ที่บ้านช่วยทำแล้วเอาไปส่ง
ตอนป.2...วิชาคัดไทยและคัดอังกฤษ เป็นวิชาที่มีเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเขียนหนังสือ 1 หน้าสมุด แต่ก็ทำแทบไม่ทันทุกชั่วโมง
ตอนป.2...เคยเอาตะปูวางบนทางรถไฟหน้าบ้าน...แล้วโดนอาม่าตี อาม่าบอกว่า "เดี๋ยวรถไฟยางแตก ตกรางนะ" ร้องไห้ไปแป้บนึง สักพักก็วิ่งไปดูผลงานแล้วก็เถียงอาม่าในใจว่า "รถไฟยางไม่แตกซะหน่อย...ยางมันแข็งจะตาย ทับซะตะปูแบนเลย"
ตอนป.3...เคยคิดว่าตัวเองวิ่งเร็วที่สุดในโลก เพราะวิ่งกลับบ้านแล้ววิ่งแซงมอไซที่วิ่งในซอย
ตอนป.3...บ้าขบวนการเรนเจอร์มากๆ เคยคิดว่าโตขึ้นจะซื้อหุ่นยนต์มาขับเล่น ตอนป.3...ถูกรุ่นพี่ที่เป็นเวรสารวัตรนักเรียน จับให้นั่งพนมมือเพราะเล่นวิ่งไล่จับแล้วกระโดดข้ามยางที่เด็กผู้หญิงเค้าเล่นกันอยู่ หลังจากนั้นมากก็ไม่กล้าวิ่งเล่นอีกเลย
ตอนป.3...เป็นครั้งแรกที่สงสัยว่าทำไมต้องสวดมนตร์เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่ามันมีความหมายอะไร แล้วครูบอกว่าเพราะศาสนาพุทธมีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ทำให้คิดว่าที่ท่องอยู่เป็นภาษาอินเดีย
ตอนป.3...ใส่ชุดลูกเสือแล้วคิดว่าตัวเองมีญาณวิเศษมองเห็นอนาคตได้ เพราะตอนเรียนมาหมวกลูกเสือสำรองป.1 จะมีหนึ่งดาว ครูบอกว่าเหมือนลูกเสือเปิดตาข้างนึง พอขึ้นป.2 ก็มีสองดาว ...ป.3 เลยคิดว่ามีตาที่สาม เป็นเทพสามตา หยั่งรู้อนาคต (บ้ามาก...คิดไปได้)
ตอนป.3...เคยถูกทิ้งไว้ที่โรงเรียนถึงสองทุ่มครึ่ง เพราะอาม่าคิดว่าแม่ไปรับ แม่คิดว่าพ่อไปรับ และพ่อก็คิดว่าอาม่าไปรับ....เลยไม่มีคนมารับสักคน ทำให้เป็นครั้งแรกที่การจำเบอร์โทรศัพท์บ้านมีประโยชน์ (หิวมากอ่ะ คุณครูให้กินทุเรียนด้วย ซึ่งเป็นอาหารที่เกลียดมาก...แต่ก็กินไปร้องไห้ไป เป็นช่วงเวลาที่น่าสงสารที่สุดในชีวิตแระ)
ตอนป.4...ลืมเอาเสื้อพละไปโรงเรียน ต้องรวบรวมความกล้ามากเพื่อขอคุณครูโทรศัพท์กลับบ้านให้พ่อเอามาให้ แต่เค้าไม่กล้าง่ะ...เลยร้องไห้ไปหาครูแทน
ตอนป.4...ทำการบ้านตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่มทุกวัน ครูให้การบ้านเยอะมาก ไม่มีเวลาเล่นเลย (แสรดดดดด)
ตอนป.4...การติดแอร์ที่บ้าน เป็นเรื่องที่หรูมาก...คุยโวได้เป็นเดือน "บ้านเราติดแอร์ด้วยแหละเธอ~" (เพื่อนสนใจกันทั้งห้อง...ประหลาดมาก)
ตอนป.4...เป็นอีกครั้งที่สงสัยว่าตอนเป็นลูกเสือสำรอง ทำไมต้องร้อง "อาเคล่า เราจะทำดีที่สุด" แล้วกระโดดๆ ชูสองนิ้ว (เมื่อปีที่แล้วตูยังทำอยู่เลย) แล้วเพื่อนบอกว่า "ก็เพราะเป็นเมาคลีลูกหมาป่าไง ตอนเรียนครูก็สอน" เลยรู้สึกเหมือนโดนด่าว่าไม่ตั้งใจเรียน ก็เลยเลิกถามเรื่องลูกเสือตั้งแต่นั้นมา
ตอนป.5...เอากล้องถ่ายรูปไปโรงเรียนตอนปีใหม่ เพื่อจะถ่ายรูปกับครูและเพื่อนๆ ที่โรงเรียน...สมัยนั้นมีแต่กล้องฟิล์มถ่ายเสร็จแล้วปกติถ้ากล้องอัตโนมัติมันจะกลอกลับให้เรียนเรียบร้อย ...แต่กล้องที่แม่ให้เอาไปเป็นกล้องถูกๆ ที่หมุนฟิล์มเองแล้วถ่ายๆ อ่ะ พอหมดม้วนแล้วก็ไม่รู้ว่าจะให้มันกลอยังไง เลยถามเพื่อนว่าทำยังไง เพื่อนมันก็เปิดด้านหลังที่ใส่ฟิล์มไว้ออกมา (ฟิล์มก็เสียอ่ะดิ) แล้วนั่งม้วนฟิล์มกลับเข้าไปเอง...พอเอาฟิล์มไปล้าง เขาก็บอกว่าเสียหมด...เลยเล่าให้พ่อฟัง พ่อเอาไปบอกครู เพื่อนคนนั้นเลยโดนครูตี...แล้วมันก็เกลียดเอกกี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ตอนป.5...ได้เป็นเวร ทำหน้าที่สารวัตรนักเรียนบ้าง เลยแก้แค้นกับรุ่นน้อง เห็นใครวิ่งๆ จับมานั่งพนมมือหมดอ่ะ
ตอนป.5...เกลียดการเข้าห้องสมุดเป็นที่สุด เพราะเข้าแล้วไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ก็ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีโต๊ะให้นั่ง (พอมัธยม มีห้องสมุดดีๆ เลยเข้าห้องสมุดเป็นประจำ)
ตอนป.5...เคยเขียนจดหมายลาตายพร้อมให้มรดก ยกเกมกดให้น้อง เพราะเป็นอีสุกอีใสแล้วเพื่อนบอกว่าเป็นเอดส์
ตอนป.5...ตอนหยุดเรียนที่เป็นอีสุกอีใส ดูแผลแล้วมันมีน้ำๆ เหมือนแผลไฟไหม้ เลยเอาเข็มจิ้มๆ แล้วแกะแผลดู ข้างในมีสะเก็ดน้ำตาลๆ ...ทำให้เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกว่าอีสุกอีใส แล้วก็เป็นการยืนยันว่าเอกกี้ไม่ได้เป็นเอดส์ (ไอ้เพื่อนเวรรรรร) พอไปบอกเพื่อน เพื่อนมันบอกว่าจิงหรอๆ แกะดูด้วยหรอ สงสัยกันใหญ่
ตอนป.5...เล่นสเกตบอร์ดครั้งแรก เพราะโดนอาม่าบอกให้ลองเล่น สงสัยจะกลัวว่าหลานจะเป็นตุ๊ด เห็นขี้แย ร้องไห้ประจำ ...พอเล่นแล้วก็ไม่เห็นสาวๆ จะสนใจเลย (พอขึ้น ม.1 เพื่อนที่โรงเรียนมันเล่นลอว์เลอร์สเกตกัน แต่เราเล่นสเกตบอร์ด...มันแนวมากอ่ะ เด่นเลยทีเดียว= =")
ตอนป.6...ได้นำสวดมนตร์คู่กับเพื่อน แล้วแข่งกันเสียงดังที่สุดเพื่อนให้เด่นกว่าอีกคน ตอนป.6...เรียนสังคม ครูเล่าเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องนรก สวรรค์... เรื่องนรกน่ากลัวมาก~ แต่เพื่อนมันฮากันทั้งห้อง จำได้ว่าเขียนใส่ในสมุดจดการบ้านเลยว่า "เพื่อนแม่งซาดิสก์ชิบเป๋ง~" พอแม่เซ็นชื่อในสมุดจดการบ้าน แม่ก็ถามว่าอะไร ....พอเล่าให้ฟัง แม่ก็บอกทำรัยผิดมารึเปล่าเลยกลัวขนาดนี้ ...เศร้ามากอ่ะ ชีวิตเด็กตัวอวบๆ อ้วนๆ คนนึง...ไปฟังเรื่องปีนต้นงิ้วหนามๆ มีหอกแทงๆ ข้างล่าง ปีนไปข้างบนมีนกกาจิกเนื้อ จิกตา....มีลงกระทะทองแดง ทอดๆ ดิ้นทุรนทุราย.... ทนฟังกันได้ไงฟะ!!!! สาดดดดดดดดดด ซาดิสก์มากๆ
ตอนป.6...เคยแอบขึ้นไปเป็นตัวแทนร้องเพลงปีใหม่ทั้งๆ ที่ไม่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทน (อยากเป็นอ่ะ แต่ครูไม่เลือก...ตูเนียนเลย)
ตอนป.6...เล่นบาร์โหนในโรงเรียน แล้วสามารถไต่จากฝั่งนึงมาอีกฝั่งนึงสำเร็จเป็นครั้งแรก (อยู่มา 8ปี เพิ่งจะมาทำได้)
ตอนป.6...ได้ไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอบไล่ได้ที่ 1 ที่ 2 ตลอด...ทำให้รู้ว่าเอกกี้นี่อัจฉริยะจริงๆ นะเนี่ยะ ถ้าเทียบกับโรงเรียนอื่น แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ความหมายของบทสวดมนตร์ที่ท่องมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่นี่สวดแล้วแปลด้วย!!
ตอนป.6...สอบธรรมศึกษาผ่าน ได้เป็น นักธรรมชั้นตรี ...ภาคภูมิใจมากสุดๆ
ตอนป.6...ตอนที่ไปนมัสการพระอาจารย์ที่โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พระอาจารย์กำลังติวหนังสือให้พี่ม.2 อยู่ แล้วมีการทดสอบสมาธิให้คิดเลขในใจ เอกกี้กำลังคุยอยู่กับพระอาจารย์อีกรูปอยู่ เห็นตอบไม่ได้กันแล้วโวยวายเสียงดัง เลยตะโกนคำตอบไปด้วยความรำคาญ ตะลึงกันหมด!!! ทุกคนเลยเปลี่ยนประเด็นมาคุยกะเอกกี้แทน = ="
ตอนป.6...ตกหลุมรักสาวครั้งแรก ชื่อ "น้องพร" เรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เหมือนกัน เอกกี้เด่นเรื่องเรียน ส่วนพรเก่งเรื่องดนตรีไทย รำไทย ...แค่เห็นหน้าก็เขินแล้ว หลบหลังพ่อกะแม่เลย แล้วพ่อกะแม่ก็เข้าไปคุยกะแม่ของน้องพรตอนที่จบการแสดง...แล้วเอกกี้ก็ได้ถ่ายรูปคู่กะน้องพรด้วย (ผมเขินนิ...~~~)
ตอนป.6...ไปเข้าค่ายลูกเสือ แล้วโดนครูตีตอนเช้า เพราะเพื่อนกินขนมตอนกลางคืนแล้วไม่เก็บให้เรียบร้อย...แต่เพราะเป็นหัวหน้าหมู่ต้องรับผิดชอบ ก็เลยโดนอยู่คนเดียว พอปล่อยพักตอนเช้าก็กลับไปที่ห้องพัก ทำความสะอาดคนเดียวแล้วก็แอบร้องไห้ แต่เพื่อนมันก็รู้เลยมาขอโทษกันทั้งหมู่
ตอนป.6...เคยแอบรวมกลุ่มกับเพื่อนก่อตั้งชมรมลึกลับคิดภาษา "สุรสิทธิ์" (มาจากชื่อ เอกสิทธิ์ กับ สุรชัย...สิ้นคิดมากๆ) เขียนด้วยสัญลักษณ์ประหลาดๆ ที่เข้าใจกันเองในกลุ่มเพื่อนสนิท สามคน แล้วส่งโน๊ตไปมาข้ามห้องกันโดยที่ถ้าครูจับได้ก็ไม่รู้ว่ากระดาษนั่นมีสัญลักษณ์หมายถึงอะไร ...โดยที่เอกกี้เป็นประธานชมรม มีชัยเป็นรองประธาน แบบตั้งๆ กันเอง แล้วพอเรียนจบป.6 ก็ไม่น่าเชื่อว่าพอนับๆ สมาชิกดูแล้ว ก็มีสมาชิกในชมรมเป็นสิบๆ คน (อย่างกะ S.O.S ของฮารุฮิอ่ะ)
ตอนป.6...ในสมุดโทรศัพท์มีเบอร์โทรดารานักร้องเยอะมาก มีเบอร์เพจเจอร์ด้วย (จดมาจากเพื่อนที่มีแม่ทำงานที่ค่าย RS) เพราะคิดว่ามีเบอร์ดาราแล้วเท่
============
แค่ส่วนนึงที่พอจะระลึกได้อ่ะนะ หุหุ ไว้มาต่อวันหลัง~ เป็นมัธยม ฮ่าๆๆ 18 July สุขสันต์วันเกิด!=====================
เย่~ สุขสันต์วันเกิดนะ น้องแก้ม!!!
=====================
อวยพรข้ามวันซะแระ!!! มาเขียนไม่ทันวันที่ 17 แฮะ!!!
วันเกิดทั้งที ไม่มีรัยให้ มีแต่คำอวยพร... สำหรับน้องแก้ม ไม่ต้องอะไรมาก
"ขอให้รวย"
แค่นี้พอ ฮ่าๆๆๆๆ
แอบมีเรื่องมาเล่าต่ออีกหน่อย... วันนี้ไปสอนพิเศษ ติดธุระนิดหน่อย กว่าจะว่างมาเข้าเน็ตก็ดึก! เมื่อวานนี้ตอนกลับบ้านแวะไปโรบินสันลาดหญ้า พอไปถึง ก็ลงจากรถเมล์แล้วก็เดินข้ามสะพานลอยฮะ แต่ระหว่างที่เดินนั่นเอง สายตาเอกกี้ก็ไปเจอประโยคเด็ด สลักไว้ที่ใต้สะพานลอย...คือเดินอ้อมไปหลังทางขึ้นอ่ะ (อ้อมไปทำไมก็ไม่รู้...แต่พอหันกลับมาแล้วมันเห็นพอดี) ...อยากจะเห็นคนเขียนจริงๆ ประโยคนั้นก็คือ...
"ถ้าไม่ใกล้ไฟ ก็คงไม่รู้ว่าไฟมันอุ่น หากไม่ใกล้คุณ ก็คงไม่รู้ว่า มีคุณแล้วอุ่นใจ"
อุเหม่~~ ของเค้าดีจริง ประโยคใต้บันไดสะพานลอย หน้าโรบินสันลาดหญ้า ฮ่าๆๆๆๆๆ
แถมอีกเรื่อง!! เมื่อวานนี้กะว่าจะอยู่บอก Happy Birthday คนแรกซะหน่อย นั่งออนเอ็มจ้องนาฬิกาที่มุมขวาล่างของจอ กะไว้ประมาณว่า 12.00am เมื่อไหร่จะพิมพ์ก่อนคนแรกเลย!! ผลเป็นดังนี้ = ="
![]() ซะงั้น!!! 10 July ได้แต่ร้องตะโกนบอกฟ้า~อยากให้เธอรู้จริงๆ รักเธอจริงๆ ให้เธอเป็นยิ่งกว่าคนสำคัญ!
สงสัยเธอสะกดใจฉัน ด้วยคำ คำว่า You love me... ฉันเลยสะกดได้แค่คำนี้ I-L-O-V-E-Y-O-U
ตั้งแต่ที่ฉันรู้จัก และฉันได้มาพบเธอ มันทำให้ฉันต้องเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหัวใจฉันไป
ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ฉันไม่เคยพบเจอ~~
เพราะสำหรับฉันแต่ก่อน ความรักคือการคว้ามา
แต่ในวันนี้ฉันเปลี่ยน ความรักคือการให้ไป
เพิ่งจะรู้และเข้าใจ เมื่อฉันได้มารักเธอ
===========================================
แอบมาเพ้อก่อนนอนอีกที...ไม่ได้อัพมานาน เดี๋ยวเช้านี้จะไปถ่ายรูปให้พี่โน๊ตละ~ กลัวจะถ่ายไม่สวยจริงๆ (T-T แต่จะพยายาม เด๋วเอารูปมาโปรย พรุ่งนี้แหละ ....รอดูกันละกันนะ!!! ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีน้า~~ 05 July คิดถึงเธอ [Raptor] ไม่เคยจะเป็นอะไรอย่างนี้ อย่างที่มีกับเธอในใจ
อยากพบอยากคุยกับเธอกว่าใคร อยากใกล้เธอให้นานเท่านาน
เกิดความดีใจเมื่อเห็นเธอยิ้มให้กัน
และในบางวันต้องซึมเมื่อเธอไม่มา
คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ มันเป็นอะไรที่พูดยาก ต้องให้เธอแก้
รู้ก็รู้ว่าชอบแต่ใจก็พูดไม่ได้ แต่ถ้าเธอช่วยมันก็ง่ายอะไรก็คงไม่แย่
อยากรู้ว่าเธอจะคิดยังไง อยากในใจเรานั้นตรงกัน
บ่อยครั้งที่ฉันนั้นคิดแอบฝัน อยากให้เธอส่งใจให้มา
ไม่เคยมองใครไม่คิดว่าใครดีกว่า
ให้มองบนฟ้า ก็มีหน้าเธอบนนั้น
ส่งยิ้มสื่อความหมาย หวังให้เธอรู้ความในใจ
เธอรู้อยู่บ้างไหม ว่าอยากเจอเธอทุกวัน
ขอเพียงเท่านี้ รู้สึกดีที่มีให้กัน
ให้เธอรับไปจากฉัน...ให้เธอรู้ไว้ว่าฉัน.... คิดถึงเธอ
===========================================
วันนี้มาแอบเพ้ออีกวัน...ไปงานมอบอะตอมมา ถ่ายรูปมาไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ว่าเพลียแล้วอ่ะ...ไว้แต่งรูปพรุ่งนี้ แล้วจะมาลงให้แล้วกัน คิดว่าคงลงแทบทุกรูปแหละ เพราะจะได้ให้บัณฑิตแต่ละคนมาจิ้มๆ จากที่นี่ไปอ่ะ (หลอกให้คนเข้า spaces ด้วย ฮ่าๆๆ) เพราะงั้น...วันนี้...ก็มาแอบเพ้อก่อนนอน อยากตะโกนบอกว่า
"คิดถึงแก้มมากๆ เลยยยยยยยยยยยยย" 02 July พักเพื่อคิดถึง เคยรู้สึกแบบนี้กันป่าว... คิดถึงใครสักคนแบบ คิดถึงจนนอนไม่หลับอ่ะ ประมาณว่าหลับตาแล้วจินตการถึงเลย ลืมตามองไปในความมืดก็เห็นหน้าลอยอยู่บนเพดาน รู้เลยอ่ะว่าความรู้สึกแบบอยากได้รูปใหญ่ๆ มาแปะบนเพดานมันรู้สึกยังไง ฮ่าๆๆๆๆ อยากจะพลิกตัวเข้าข้างฝา แล้วเห็นรูปแปะเรียงกันให้ชื่นใจ ขนาดนั้นเลย!!!
สวัสดีฮะ ทุกคนเลยที่ผ่านมาอ่านแบบตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ดี... เคยรู้สึกแบบนั้นกันป่ะ นี่เอกกี้เป็นโรคจิตป่าวนิ!
เคยฝันกันรึเปล่า? แน่นอนก็ต้องเคยสิเนอะ เอกกี้จะบอกว่าความฝันมันมีอยู่ 2 แบบ คือ หลับฝัน กับ ใฝ่ฝัน ถ้าเปรียบกับกล้ามเนื้อของเราก็คงคล้ายๆ กันมั้ง "หลับฝัน" ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อเรียบ ที่เราบังคับไม่ได้ เกิดขึ้นมาจากหน้าที่ ประสบการณ์ ความเคยชินที่ต้องเป็นอย่างนั้น ส่วน "ใฝ่ฝัน" ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อลาย ที่เราสามารถใช้สติเราบังคับได้ เพื่อตอบสนองความต้องการ ...ย่อหน้านี้พูดมาลอยๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง ฮ่าๆๆ
หลังจากที่ถูกหลอกให้อ่านไปย่อหน้านึงแล้ว เอกกี้ก็จะเล่าต่อว่า ความฝันของเอกกี้จริงๆ มันก็มีแค่แบบที่สอง "ใฝ่ฝัน" อ่ะนะ เพราะนานๆ ทีเอกกี้ถึงจะได้ฝันแบบ "หลับฝัน" อ่ะ อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนหลับลึกหรืออะไร แต่เอกกี้คิดเอาเองว่า เอกกี้ก็คงฝันแหละ แต่ว่าพอตื่นมาก็จำอะไรไม่ได้เลยมากกว่า เลยคิดเอาเองว่าไม่ได้ฝัน หลับสนิทดี~ เพราะงั้นเรื่อง "หลับฝัน" ของเอกกี้ก็นานๆ ทีถึงจะมีเรื่องฝันมาเล่ากันอ่ะ ซึ่งความใฝ่ฝันของเอกกี้เป็นอะไรที่ไม่ซับซ้อน แต่ไม่รู้ทำไมยังไปไม่ถึงสักที.... เอาเป็นว่า เราหยุดเรื่องความฝันไปก่อนดีกว่า ตอนนี้อยากให้ทุกคนตามมาดูอะไรนิดนึง...เป็นสถานที่ที่เอกกี้ไม่เคยบอกใคร ลองไปดูกันนะ~
ลองหลับตาลง...ไม่เอาดีกว่า หลับตาแล้วจะอ่านต่อยังไง!!! เอางี้แล้วกัน ลองจินตนาการภาพตามไป ถึงความมืดรอบด้าน ไม่เห็นแม้กระทั่งมือของตัวเอง แต่ก็พยายามปัดป่ายไปข้างหน้า ซ้ายที ขวาที... จนมือไปฟาดเข้ากับอะไรสักอย่าง พอจับได้มั่นมือแล้วก็พบว่ามันเป็นลูกปิดประตู ...จากนั้นจึงค่อยๆ บิดออก แล้วดึงประตูเข้ามาหาตัวเอง แสงสว่างเจิดจ้า ออกมาจากหลังประตูนั้น.... ด้วยดวงตาที่หรี่ลง และสายตาที่พล่ามัวเพราะอยู่ในความมืดมานาน ...รอสักพัก... แล้วเหลือบตาขึ้นมองอีกครั้ง
ตอนนี้ทุกคนจะเห็นห้องเล็กๆ ขนาดประมาณห้องนอนเล็กๆ พื้นไม้ปาเก้หยาบๆ สีน้ำตาลอ่อนๆ ผนังมีหกด้าน แต่ละด้านมีหน้าต่างอยู่สองบาน เป็นบานพับเปิดออกไปนอกห้องแบบบ้านเรือนไทยสมัยเก่า ผนังทุกด้านเป็นสีขาวดูสะอาดตา ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนปิดหน้าต่างทุกด้านไว้ พอให้ลมโชยเข้ามาได้เป็นพักๆ ยามใดที่ลมพัดเข้ามา ผ้าม่านสีฟ้าอ่อนจะพลิ้วสไวตามแรงลม ผนังด้านที่เป็นประตูจะไม่มีหน้าต่าง บนผนังข้างๆ ประตูมีรูปแขวนไว้สะเปะสปะมากมาย บางรูปอยู่ในกรอบไม้ บางรูปอยู่ในกรอบโลหะสีทอง รูปเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เต็มผนังด้านนั้นไปหมด จนดูเหมือนไม่มีที่ให้จิ้งจกไปเกาะผนังได้เลย กระทั้งมองไม่ออกว่าสีของผนังด้านนี้เป็นสีขาวเหมือนด้านอื่นๆ หรือเปล่า ในขณะที่ผนังด้านอื่นๆ กลับเป็นผนังโล่งๆ มีเพียงแค่ผ้าม่านที่พลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลา เมื่อมองไปบนเพดานจะเห็นเพดานสีดำ ที่มีรอยด่างๆ ของสีอื่นๆ เป็นจุดๆ มองแล้วก็เหมือนท้องฟ้าในคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ แต่เห็นดวงดาวหลากสีส่องแสงชัดเจน ที่ตรงกลางเพดานมีหลอดไฟนีออนยาวๆ ประมาณ1ฟุต 6หลอด ติดเรียงกันเป็นหกเหลี่ยมแบบเดียวกับหนังห้อง หลอดไฟดูเก่าเหมือนไม่เคยเปลี่ยนมาก่อน ภายในห้องดูโล่ง และสว่างตลอดเวลา หลอดไฟทั้ง6ดวงนั้น คงดูเก่าเพราะบางทีอาจจะไม่เคยเปิดใช้เลยก็ได้...เอกกี้ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่~~ "ห้องนั่งเล่นของความคิด" ของเอกกี้ อ่านดีๆ ห้องนี้ไม่ใช่ห้องนั่งเล่นในความคิด แต่เป็น "ห้องนั่งเล่นของความคิด"
ดูไร้สาระมั้ย? แต่ก็อยากให้ทุกคนลองใช้จินตนาการของทุกคนสำรวจห้องๆ นี้ หรือลองจินตนาการถึงห้องแบบของแต่ละคนดู เอกกี้หวังว่าทุกคนจะได้รู้ถึงความมหัศจรรย์ของจินตนาการ ความคิดของแต่ละคน ความคิดที่คิดโน่นคิดนี้ ความคิดของแต่ละคนที่เหมือนไม่เคยหยุดนิ่ง คิดตลอดเวลา... ถ้าความคิดได้หยุดพักบ้าง.... ความคิดของคุณจะมีห้องนั่งเล่นแบบไหนกันนะ?? 27 June Say Hi เอกกี้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการแปลงโฉม Spaces เล็กน้อยครับ ก่อนอื่นต้องขออภัยก่อนเลยที่ไม่ได้เขียนไปนานมาก เพราะมีความไม่สะดวกเกิดขึ้นมากมายครับ ...ซึ่งตอนนี้ ก็มีเพื่อนๆ หลายคน บอกว่าเอกกี้หายสาปสูญไปไหนแล้ว! มันตายแล้วรึยัง! ฮ่าๆๆๆ กลับมาเขียนคราวนี้ก็มายืนยันว่าไม่ได้ตาย หรือหายไปไหนครับ ก็จะขออธิบายเล่าเรื่องราวที่ผ่านไปให้ฟังก่อนแล้วกัน (^^"
ตั้งแต่ที่เรียนจบ ป.ตรี เอกกี้ก็เรียนต่อ ป.โท ครับ! ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ปี2 แล้ว... อ๊ะ! ปี2 อาจฟังดูเหมือนจะจบแล้วสินะ แต่...ไม่ใช่หรอกครับ เอกกี้ยังไม่ใกล้คำว่าจบเลยสักนิด เพราะอะไรๆ ก็ผิดแผนเสมอๆ
ตอนแรกที่ว่าจะเรียนต่อ ก็กะว่าจะเอาแค่ ป.โท แหละครับ พอดีว่าที่ภาควิชามีทุนให้ ก็ขอทุนแล้วเรียนไป ...แต่อาจารย์ที่ปรึกษา (รศ.ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล) มีทุนผู้ช่วยวิจัยซึ่งเป็นทุนของ สกว. และอยากให้เอกกี้รับทุนนี้นั่นเอง ...ปัญหาก็คือ ทุนนี้เป็นทุนของ ป.เอก ครับ ดังนั้นทางเดียวที่จะรับทุนได้ก็คือ ต้องเป็นนิสิต ป.เอก !! ....แต่เอกกี้เป็น ป.โท แล้วจะทำยังไงดีล่ะ!!! ...ทางออกก็คือ เอกกี้ต้องทำเรื่องเปลี่ยนหลักสูตรเป็น ตรีไปเอก (โทควบเอก) นั่นเอง
ยุ่งเลยสิครับ! การเปลี่ยนหลักสูตรระหว่างการศึกษา ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แล้ว GPAX ป.ตรีของเอกกี้ที่จบมาก็ไม่ถึง 3.00 ซะด้วย เพราะงั้นไม่มีทางสบายสำหรับเอกกี้ฮะ ก็เลยต้องตั้งใจเรียนให้ได้เกรดป.โท เกิน 3.50 ในเทอมแรก แล้วก็ขอสอบวัดคุณสมบัติ หรือที่เรียกกันว่า Cumulative Examination หรือ Qualifying Examination แล้วแต่จะเรียก เอกกี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า "สอบคิว" แล้วกัน
การสอบคิว เป็นการสอบที่เป็นวิชาบังคับของ ป.เอก ครับ คือนิสิต ป.เอก ทุกคนจะต้องสอบให้ผ่าน การสอบจะเป็นการสอบทุกเดือนต่อเนื่องกัน เดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 คะแนน!!! พูดง่ายๆ ก็คือสอบแล้วมี ผ่าน(1) และไม่ผ่าน(0) จะมี 0.5 บ้างก็คือคะแนนอยู่ใกล้ๆ ผ่าน ซึ่งจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนออกข้อสอบนั่นแหละ การสอบคิวจะให้โอกาสสอบ 10 เดือน จะผ่านได้ต้องได้คะแนนรวมอย่างน้อย 4คะแนน และจำเป็นต้องมีครั้งที่ได้ 1 คะแนนอย่างน้อย 1ครั้งด้วย ...โดยที่ถ้าสอบไม่ผ่าน นิสิต ป.เอก คนนั้นจะถูกรีไทร์ทันที... ส่วนเรื่องที่ออกสอบ ก็จะมีการประกาศหัวข้อให้ทุกเดือน รู้หัวข้อแล้วก็ไปอ่านกันเอาเอง ถึงเวลาก็มาสอบ บางเดือนหัวข้อก็แคบๆ อ่านสบาย แต่ก็ออกค่อนข้างลึก ในขณะที่บางเดือนหัวข้อกว้างเป็นมหาสมุทร อ่านกันมึนไปข้างก็มีเหมือนกัน
ณ ตอนนี้ก็เป็นที่น่ายินดียิ่ง ที่เอกกี้สอบผ่านไปแล้วนะครับ เริ่มสอบตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน ปีที่แล้ว...ก็คือตั้งแต่รู้เกรดเทอมแรกว่าสามารถขอสอบได้แล้ว ก็ขอสอบเลยครับ ซึ่งเอกกี้ใช้เวลาถึง 8เดือน!!! กว่าจะผ่านมาได้ ...อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ช่วยปรบมือเป็นกำลังใจให้เอกกี้หน่อยค้าบ ฮ่าๆๆ
ทีนี้ก็เหลือแค่คะแนนสอบภาษาอังกฤษแล้วล่ะครับ เพื่อที่จะ transfer เป็นโทควบเอก ...พอดีว่า ป.เอก ต้องใช้คะแนน CU-TEP 500 คะแนนครับ แต่ตอนสมัครเข้าป.โท เอาแค่ 400 คะแนน ซึ่งเอกกี้ได้ 480 คะแนนฮะ (จะบอกความโง่ตัวเองทำไม) ก็คือ...ไม่พอเข้า ป.เอก นั่นเอง!!! ช่วงนี้ก็ต้องกลับมาฟิตภาษาอังกฤษครับ ไม่ได้ใช้นานแล้วซะด้วยสิ แย่เรย~ แต่ก็ต้องสู้ต่อไปฮะ สอบคิวผ่านมาแล้ว ภาษาอังกฤษก็ต้องทำให้ได้ครับ!!!
สำหรับ Entry แรกของการกลับมาอย่างจริงจังนี้ ก็ขอเป็นการอธิบายแบบนี้แล้วกัน แล้วก็ขอเปลี่ยน Theme จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า "พื้นที่นี้จะมีความหมายมากกว่า ที่ว่าง" ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็น "A-Neal Inside" ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคร้าบ!!!
สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าการกลับมาครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่อบอุ่นเช่นเคย (^^"
บันทึกการแก้ไข:
- ทำภาพหัว spaces ใหม่ครับ เพราะเปลี่ยน theme
- เอา archives ออกไปครับ จะเปลี่ยนเป็น categories แทน เนื่องจาก spaces นี้ใช้มาเกือบสามปีแล้ว การแบ่งเป็น archives คือแบ่งเป็นเดือนๆ ทำให้ลิสต์ใน archives ยาวมาก!! โดยที่แบบใหม่ categories ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์ไปก่อนครับ |
|
|